เอาแล้วงัย ... ATIC ชี้ค่าจ้างเด็ก IT ไทยสูงเกินจริง เร่งจัดมาตฐาน แก้ปัญหา
posted on 05 May 2006 01:11 by teno in Malcontent
สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATIC) ระบุ โครงสร้างเงินเดือนของบุคลากรทำงานด้านไอซีทีของประเทศยังไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานตั้งแต่ปีที่ 2 เงินเดือนกระโดดเร็วมากกว่าความสามารถที่แท้จริง เตรียมจัดทำโครงสร้างเงินเดือนเสนอสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) เพื่อให้เป็นมาตรฐาน และเป็นประโยชน์ ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้จัดซื้อจัดจ้างงานไอที
นายจำรัส สว่างสมุทร นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATIC) กล่าวว่า ขณะนี้โครงสร้างเงินเดือนบุคลากรทำงานด้านไอซีทีในประเทศไทย ไม่ถูกกว่าอินเดียแล้ว เพราะเด็กจบใหม่มีรายได้ 15,000 - 17,000 บาท และเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอย่างมากในช่วงของการทำงานตั้งแต่ปีที่ 2 ขึ้นไป แม้คุณสมบัติจริง ๆ ไม่สอดคล้องนัก โดยเฉพาะการเปลี่ยนงานบ่อย ๆ แม้ความสามารถไม่เหมาะสมนัก ทั้งนี้เป็นเพราะบุคลากรด้านไอซีทีของประเทศยังไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 35,000 คนเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ไอซีทีของประเทศโตปีละร้อยละ 20 จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรด้านนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากกว่าร้อยละ 20 จึงจะได้อัตราเติบโตของอุตสาหกรรมไอซีทีที่ร้อยละ 20 ต่อไป
ดังนั้นจึงจะมีการเสนอรายละเอียดของงาน และโครงสร้างเงินเดือนบุคลากรทำงานด้านไอซีทีให้สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) พิจารณา เพื่อจะได้นำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนที่เป็นมาตรฐานในการบริหารบุคลากรด้านไอซีที และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงในการพิจารณาโครงสร้างเงินเดือนได้ ขณะเดียวกันบุคลากรที่อยู่ในสายอาชีพด้านไอซีทีก็จะทราบทิศทางในการเติบโตในสายอาชีพและอัตราค่าจ้างที่สมควรจะได้รับอย่างชัดเจนมีทิศทาง
ด้านผู้จัดซื้อจัดจ้างก็จะได้รับการส่งสัญญาณให้ทราบว่า งานที่ต้องใช้บุคลากรไอซีทีแต่ละลักษณะต่องานแต่ละชิ้น สมควรจะมีระดับค่าใช้จ่ายที่เทียบกับบุคลากรที่จำเป็นต้องใช้ในระดับที่เหมาะสมควรจะเป็นอัตราเท่ากับค่าจ้างที่ต้องจ่ายต่อคนต่อวันตามความสามารถ เพราะปัจจุบันมีปัญหาว่า ผู้จัดซื้อจัดจ้างมักต้องการจ่ายค่าจ้างที่ต่ำ ซึ่งถือว่าต่ำเกินไป ซึ่งทำให้ในที่สุดจะทำให้ผู้ขายทำงานด้านไอซีทีให้ มีข้อจำกัดจนทำให้งานไม่ได้คุณภาพ จนโครงการของผู้จัดซื้อจัดจ้างไม่ประสบผลสำเร็จในที่สุด
นายจำรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดมาตรฐานอ้างอิงในการจ่ายค่าจ้างบุคลากรด้านไอซีที จะช่วยกำหนดได้ว่า ประเทศไทยจะอยู่จุดไหนในธุรกิจด้านไอซีที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยจะมีความถนัดเฉพาะด้านมากกว่า ต่างจากประเทศอินเดียที่มีบุคลากรทำงานด้านไอซีทีจำนวนมาก และมีการพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะถือว่าการได้ไปทำงานในต่างประเทศเป็นเรื่องที่น่าพอใจกว่าการทำงานในประเทศ
นายจำรัส กล่าวถึงแผนการดำเนินงานของ ATIC ในปี 2549 ว่า จะร่วมกับ SIPA จัดทำโครงการ Industry Sector Summit เพื่อสนับสนุนให้เกิดการซื้อขายซอฟต์แวร์ระหว่างผู้ผลิตในประเทศที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประมาณ 1,200 ราย และกลุ่มผู้ต้องการ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมขึ้น ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร ท่องเที่ยว ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจขายปลีก และธุรกิจขนส่ง ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เติบโตเพียงพอที่จะระดมทุน ก็จะให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ต่อไป เป็นต้น พร้อมกันนี้ จะจัดทำทำเนียบผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไอซีทีไทยขึ้น ล่าสุดมีรายชื่อกิจการไอซีทีประมาณ 4,000 รายชื่อ นอกจากนี้ ยังจะร่วมมือกับศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดทำ Thailand ICT Market 2005& Outlook 2006 ขึ้น เพื่อจะได้ทราบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไอซีที 1,200 ราย มีผลประกอบการอย่างไรบ้าง และสภาวะโดยรวมมีผลประกอบการอย่างไร เพื่อประโยชน์ทราบทิศทางอุตสาหกรรม เพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมที่ถูกต้องต่อไป เป็นต้น.
ข่าวจาก ผจก.
#############################
พูดไม่ออก เราคนทำงาน IT เปลี่ยนงานกันบ่อยก็เพราะเรื่องความรู้ ประสบการณ์ สังคม และค่าจ้าง
อีกอย่างงาน IT ใช่ว่าจะสบายเหมือนงานอื่น ๆ เพราะบางทีใช้งานกันหนักมาก ค่าล่วงเวลาก็ไม่มีให้
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ ขอบอกว่า สิ้นคิดมาก เป็นการกดดันอาชีพคน IT อย่างเห็นได้ชัด
บอกว่าเด็กจบใหม่ได้ 15 - 17 อืม ผมว่ามันก็โอเคแล้วเป็นมาตรฐานของอาชีพนี้ บวกกับค่าครองชีพในแต่ละวันด้วยแล้ว แทบจะไม่เหลือเก็บ
และที่บอกว่าเด็ก IT มีแค่ 35000 ถ้าลดค่าจ้างลงใครจะสนใจมาเรียนสายนี้กันมิทราบ เอาอะไรคิดครับทั่นรัฐมนตรี
หาก บ. ในไทยรับนโยบายมา ทีนี้เราก็ต้องหนีจาก บ. ไทยไปหา บ. ต่างชาติกันเยอะขึ้น และแน่นอน อย่าลืมเรื่องภาษาหละ สร้างติดตัวไว้
นายจำรัส สว่างสมุทร นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATIC) กล่าวว่า ขณะนี้โครงสร้างเงินเดือนบุคลากรทำงานด้านไอซีทีในประเทศไทย ไม่ถูกกว่าอินเดียแล้ว เพราะเด็กจบใหม่มีรายได้ 15,000 - 17,000 บาท และเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอย่างมากในช่วงของการทำงานตั้งแต่ปีที่ 2 ขึ้นไป แม้คุณสมบัติจริง ๆ ไม่สอดคล้องนัก โดยเฉพาะการเปลี่ยนงานบ่อย ๆ แม้ความสามารถไม่เหมาะสมนัก ทั้งนี้เป็นเพราะบุคลากรด้านไอซีทีของประเทศยังไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 35,000 คนเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ไอซีทีของประเทศโตปีละร้อยละ 20 จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรด้านนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากกว่าร้อยละ 20 จึงจะได้อัตราเติบโตของอุตสาหกรรมไอซีทีที่ร้อยละ 20 ต่อไป
ดังนั้นจึงจะมีการเสนอรายละเอียดของงาน และโครงสร้างเงินเดือนบุคลากรทำงานด้านไอซีทีให้สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) พิจารณา เพื่อจะได้นำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนที่เป็นมาตรฐานในการบริหารบุคลากรด้านไอซีที และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงในการพิจารณาโครงสร้างเงินเดือนได้ ขณะเดียวกันบุคลากรที่อยู่ในสายอาชีพด้านไอซีทีก็จะทราบทิศทางในการเติบโตในสายอาชีพและอัตราค่าจ้างที่สมควรจะได้รับอย่างชัดเจนมีทิศทาง
ด้านผู้จัดซื้อจัดจ้างก็จะได้รับการส่งสัญญาณให้ทราบว่า งานที่ต้องใช้บุคลากรไอซีทีแต่ละลักษณะต่องานแต่ละชิ้น สมควรจะมีระดับค่าใช้จ่ายที่เทียบกับบุคลากรที่จำเป็นต้องใช้ในระดับที่เหมาะสมควรจะเป็นอัตราเท่ากับค่าจ้างที่ต้องจ่ายต่อคนต่อวันตามความสามารถ เพราะปัจจุบันมีปัญหาว่า ผู้จัดซื้อจัดจ้างมักต้องการจ่ายค่าจ้างที่ต่ำ ซึ่งถือว่าต่ำเกินไป ซึ่งทำให้ในที่สุดจะทำให้ผู้ขายทำงานด้านไอซีทีให้ มีข้อจำกัดจนทำให้งานไม่ได้คุณภาพ จนโครงการของผู้จัดซื้อจัดจ้างไม่ประสบผลสำเร็จในที่สุด
นายจำรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดมาตรฐานอ้างอิงในการจ่ายค่าจ้างบุคลากรด้านไอซีที จะช่วยกำหนดได้ว่า ประเทศไทยจะอยู่จุดไหนในธุรกิจด้านไอซีที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยจะมีความถนัดเฉพาะด้านมากกว่า ต่างจากประเทศอินเดียที่มีบุคลากรทำงานด้านไอซีทีจำนวนมาก และมีการพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะถือว่าการได้ไปทำงานในต่างประเทศเป็นเรื่องที่น่าพอใจกว่าการทำงานในประเทศ
นายจำรัส กล่าวถึงแผนการดำเนินงานของ ATIC ในปี 2549 ว่า จะร่วมกับ SIPA จัดทำโครงการ Industry Sector Summit เพื่อสนับสนุนให้เกิดการซื้อขายซอฟต์แวร์ระหว่างผู้ผลิตในประเทศที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประมาณ 1,200 ราย และกลุ่มผู้ต้องการ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมขึ้น ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร ท่องเที่ยว ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจขายปลีก และธุรกิจขนส่ง ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เติบโตเพียงพอที่จะระดมทุน ก็จะให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ต่อไป เป็นต้น พร้อมกันนี้ จะจัดทำทำเนียบผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไอซีทีไทยขึ้น ล่าสุดมีรายชื่อกิจการไอซีทีประมาณ 4,000 รายชื่อ นอกจากนี้ ยังจะร่วมมือกับศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดทำ Thailand ICT Market 2005& Outlook 2006 ขึ้น เพื่อจะได้ทราบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไอซีที 1,200 ราย มีผลประกอบการอย่างไรบ้าง และสภาวะโดยรวมมีผลประกอบการอย่างไร เพื่อประโยชน์ทราบทิศทางอุตสาหกรรม เพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมที่ถูกต้องต่อไป เป็นต้น.
ข่าวจาก ผจก.
#############################
พูดไม่ออก เราคนทำงาน IT เปลี่ยนงานกันบ่อยก็เพราะเรื่องความรู้ ประสบการณ์ สังคม และค่าจ้าง
อีกอย่างงาน IT ใช่ว่าจะสบายเหมือนงานอื่น ๆ เพราะบางทีใช้งานกันหนักมาก ค่าล่วงเวลาก็ไม่มีให้
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ ขอบอกว่า สิ้นคิดมาก เป็นการกดดันอาชีพคน IT อย่างเห็นได้ชัด
บอกว่าเด็กจบใหม่ได้ 15 - 17 อืม ผมว่ามันก็โอเคแล้วเป็นมาตรฐานของอาชีพนี้ บวกกับค่าครองชีพในแต่ละวันด้วยแล้ว แทบจะไม่เหลือเก็บ
และที่บอกว่าเด็ก IT มีแค่ 35000 ถ้าลดค่าจ้างลงใครจะสนใจมาเรียนสายนี้กันมิทราบ เอาอะไรคิดครับทั่นรัฐมนตรี
หาก บ. ในไทยรับนโยบายมา ทีนี้เราก็ต้องหนีจาก บ. ไทยไปหา บ. ต่างชาติกันเยอะขึ้น และแน่นอน อย่าลืมเรื่องภาษาหละ สร้างติดตัวไว้

#1 By T!D on 2006-05-05 01:44