Boydate

รักไม่มีกฎเกณฑ์

posted on 26 Apr 2005 01:31 by teno  in Boydate


รักไม่มีกฎเกณฑ์

ชื่อนักร้อง: เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์
อัลบั้ม: อะ ดิฟเฟอเรนท์ เชด ออฟ เลิฟ"
ชื่อเพลง: รักไม่มีกฎเกณฑ์

เวลาที่เรารักใคร
ทุ่มเทไปทั้งหัวใจ
ไม่แคร์ภายนอก
จะมองเป็นเช่นไร
จะเดินดินหรืออยู่บนฟ้า
ก็ไม่สำคัญ

เรื่องใจไม่มีเหตุผล
หากรักมันพร้อมจะเกิด
ก็ปล่อยมันไป

อยากบอกว่ารักดีๆ
ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แท้จริง
ไม่ว่าหญิงหรือชาย
ถ้าเธอกับฉันรักกันอยู่
จะมีใครรู้จริงๆเท่าใจของเรา
นั่นแหล่ะที่สำคัญ
จะหวั่นกฎเกณฑ์ไปไย
ให้สองคนมั่นคงไว้ในใจก็พอ

ต้องผ่านอะไรมากมาย
ต้องใช้เวลาเท่าไร
ที่จะเจอคนนี้ที่เราไว้ใจ
จะไม่ยอมให้สิ่งใดทำเราแยกกัน

เรื่องใจไม่มีเหตุผล
หากรักมันพร้อมจะเกิด
ก็ปล่อยมันไป

อยากบอกว่ารักดีๆ
ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แท้จริง
ไม่ว่าหญิงหรือชาย
ถ้าเธอกับฉันรักกันอยู่
จะมีใครรู้จริงๆเท่าใจของเรา
นั่นแหล่ะที่สำคัญ
จะหวั่นกฎเกณฑ์ไปไย
ให้สองคนมั่นคงไว้ในใจก็พอ

ลองมองออกไป
ในใจคนเราไม่ต่าง
ต่างต้องการความรัก
มาหล่อเลี้ยงใจ
กฎของสังคมจะเป็นไง
เรื่องของหัวใจใหญ่กว่า
ปล่อยให้เวลาพิสูจน์ดีไหม

อยากบอกว่ารักดีๆ
ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แท้จริง
ไม่ว่าหญิงหรือชาย
ถ้าเธอกับฉันรักกันอยู่
จะมีใครรู้จริงๆเท่าใจของเรา
นั่นแหล่ะที่สำคัญ
จะหวั่นกฎเกณฑ์ไปไย
ให้สองคนมั่นคงไว้ในใจก็พอ

น้ำตา..

posted on 07 May 2005 21:26 by teno  in Boydate


โดยทั่วไปเรามักถือว่าน้ำตาเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอ ความพ่ายแพ้ผิดหวัง เป็นความทุกข์ความเศร้าที่ไม่อยากพบอยากได้จึงไม่มีใครอยากจะคิดถึงรวมทั้งหาคำตอบใดๆ เกี่ยวกับน้ำตาหรือการร้องไห้เลย แม้ว่าอาจเคยมีความสงสัยอยู่บ้าง ทำไมผู้หญิงจึงร้องไห้ง่ายกว่าผู้ชายหรือสงสัยว่าน้ำตานอกจากจะใช้ในการร้องไห้แล้วจะใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีกหรือไม่

ที่จริงธรรมชาติสร้างน้ำตามาให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์หลายประการ ตั้งแต่มีน้ำตาไว้ทำความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ช่วยป้องกันการอักเสบติดเชื้อของดวงตา ใช้ล้างสิ่งระคายเคืองออกจากตาใช้เรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ ความสงสารจากผู้พบเห็น ใช้เป็นเครื่องมือในการระบายเอาความทุกข์โศกออกไปจากจิตใจ นอกจากนี้น้ำตายังทำให้กวี และนักประพันธ์เพลงหลายยุคหลายสมัยได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมชิ้นเอกที่ประทับใจผู้คนไว้มากมาย นักชีวเคมีแห่งศูนย์วิจัยน้ำตา ชื่อ วิลเลี่ยม เฟรย์ ได้ให้ความสนใจและทำการศึกษาวิจัยเรื่องของน้ำตามาเป็นเวลานานกว่า 15 ปี ได้เขียนผลการวิจัยไว้น่าสนใจคือ การหลั่งน้ำตาของคนเรานั้นถูกควบคุมโดยต่อมน้ำตา ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดความเข้มของน้ำตา และควบคุมปริมาณการขับถ่ายธาตุแมงกานีส รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นขณะที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงออกไปจากร่างกายและพบว่าปริมาณของแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในน้ำตานั้นมากกว่าที่มีในกระแสเลือดถึง 30 เท่า และได้อธิบายว่าการที่ผู้ร้องไห้จะสบายขึ้น เป็นเพราะว่าร่างกายได้ขจัดเอาสารเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความทุกข์ออกไปจากร่างกายพร้อมน้ำตานั่นเอง ในการศึกษาของเฟรย์พบว่าผู้ชาย 73% และผู้หญิง 75% ที่กล่าวว่ารู้สึกสบายขึ้นหลังการร้องไห้

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากสาเหตุที่แตกต่างกันพบว่าประกอบด้วยสารเคมีบางอย่างที่เหมือนกันและบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งได้มีการทดลองโดยใช้ชายหญิงจำนวนร้อยคนหลั่งน้ำตาด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน 2 วิธีคือ วิธีแรกโดยการหั่นหัวหอมสดทำให้เกิดการระคายเคืองตา น้ำตาก็จะไหลออกมา กับอีกวิธีหนึ่งก็คือกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์โดยให้ดูภาพยนต์ 3 เรื่อง ที่ดูแล้วจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แล้วนำน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากสาเหตุทั้งสองมาวิเคราะห์หาส่วนประกอบดูความเหมือนและความแตกต่างพบว่าส่วนประกอบที่แตกต่างกันก็คือปริมาณของโปรตีนในน้ำตา น้ำตาที่หลั่งเนื่องจากความรู้สึกสะเทือนอารมณ์จะมีโปรตีนสูงกว่าน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากการระคายเคืองตาถึง 24% และเราสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือผู้ที่ร้องไห้มากสาเหตุจากสะเทือนอารมณ์มักจะมีสุขภาพทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นเพราะร่างกายต้องสูญเสียโปรตีนสูงประกอบกับในภาวะดังกล่าวมักจะมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าน้ำตานั้นมิได้เป็นสิ่งที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์เอาเสียเลยทีเดียวและการร้องไห้ก็ไม่น่าจะถือเป็นเรื่องเสียหายอะไรจนจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการสะกดกั้นหลีกเลี่ยง ในยามที่มีความทุกข์เราก็ควรจะร้องไห้เพื่อระบายความทุกข์นั้นออกไปเสียบ้างแต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะถนอมรักษาสุขภาพไว้บ้าง เพื่อเก็บแรงเก็บกำลังไว้คิดหาหนทางต่อสู้แก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้ลุล่วงไปโดยเร็วน่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า
ref: http://www.school.net.th/library/snet4/tear/tear.htm


รอยและไซโลเป็นคู่เพนกวินชาย-ชายที่รักกันมา 6 ปีแล้ว อยู่ทีสวนสัตว์เซ็นทรัลปาร์คในนิวยอร์ก เคยมีผู้เอามาเล่าให้ฟังไปแล้วครั้งหนึ่ง

หลังจากอยู่ด้วยกันมานานทั้งคู่ก็คงอยากมีลูกถึงกับเอาก้อนหินมากกแทนไข่ (คิดได้ไงเนี่ย โธ่ ถัง...) คนดูแลสงสารเลยเอาไข่นกที่ผสมแล้วแต่ถูกแม่เพนกวินทิ้งมาให้ รอยกับไซโลก็ช่วยกันฟักจนออกเป็นลูกนกชื่อ "แทงโก้" และช่วยกันเลี้ยงจนแทงโก้โต ดูแลตัวเองได้

ตอนนี้มีคนเอาเรื่องพ่อรอยกับพ่อไซโลมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ "And Tango Makes Three" แล้วครับ และที่สวนสัตว์เซ็นทรัลปาร์คตอนนี้ก็มีเพนกวินเกย์คู่ใหม่กำลังจีบกัน ชื่อสควอคกับมิลู (หรือไมโลก็ไม่แน่ใจครับ)

อ่านเรื่องเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ http://www.sensualism.com/gay/

ปกหนังสือและลิงค์ไปร้านหนังสือออนไลน์ดูได้ที่นี่ครับ (ต้องสโกรลลงไปต่ำๆ หน่อยครับ หน้าบนสุดเป็นเรื่องอื่น)
http://daddytypes.com/

และมีข่าวนกเพนกวินพันธุ์ฮัมโบลด์ท ที่เยอรมนีเป็นเกย์เหมือนกันและพยายามเอาก้อนหินมากกแทนไข่เหมือนกัน แต่กรณีนี้คนดูแลเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์เพราะเป็นพันธุ์หายาก สืบพันธุ์ยากและยังมาเป็นเกย์อีกถึง 3 ใน 7 คู่ที่สวนสัตว์แห่งนั้น

http://www.tierramerica.net/2005/0226/iacentos2.shtml

ref: http://xq28.net/s/viewtopic.php?t=7718