Malcontent

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000079295

ก็ชัดเจนดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดปากเต็ม ๆ ออกมา รับประกันความบริสุทธิ์โครงการยางพารา 1 ล้านไร่ ที่ เซี่ยงเส้าหลง แสดงข้อมูลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วว่ามันเป็นปฏิบัต ิการโกงยกกำลัง 3 หลังจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีคนนี้ อ้อมแอ้ม, ไม่แสดงท่าทีชัดเจน และในเมื่อเนื้อหาเป็นการรับประกันความบริสุทธิ์ให้กับ ซีพี ก็คงจะไม่ต้องพูดถึง เนวิน ชิดชอบ ที่ ณ วันนี้เสมือน ลูกคนที่ 4 การออกโรงมาเป็นนายหน้าค้ำประกันให้กับบรรษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ที่ทำมาหากิน บนผืนแผ่นไทยมายาวนานและมีส่วนอย่างใหญ่หลวงในกระบวนการ เปลี่ยนวิถีชีวิตทางการเกษตรของประเทศ จากเดิมที่สามารถ พึ่งตนเองได้ ไปเป็นต้อง พึ่งเทคโนโลยีและสารเคมีจากต่างชาติ และยังเป็น นายหน้าทุนต่างชาติ เข้ามา ทำลายธุรกิจค้าปลีกของคนไทย เช่นนี้ก็คงไม่ยากที่จะให้คำนิยามประเทศไทยยุคพรรคไทยรักไทยว่า ฟ้าเป็นของทักษิณ ดินเป็นของซีพี ไม่ต้องเสียเวลาหาคำตอบให้มากความว่าเหตุไฉน ครม.ทักษิณทุกชุดนับแต่ปี 2544 ถึงต้องมี ตัวแทนซีพี อย่างน้อย 1 คน นั่งกุมทิศทางกำหนดนโยบายเกี่ยวกับ การเกษตร, กิจการค้าปลีก และไม่ต้องเสียเวลาหาคำตอบให้มากความอีกเช่นกันว่าเหตุไฉนพรรคไทยรักไทยถึงไ ด้ ตระบัดสัตย์ ในส่วนของ นโยบายปกป้องกิจการค้าปลีกของคนไทย รู้เช่นเห็นชาติกันชัด ๆ จะ ๆ จากคำต่อคำประโยคต่อประโยคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 แล้ว
 
เชื่อแล้วว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลัง ดวงตก เพราะอยู่ดี ๆ คนที่เคยได้ชื่อว่าฉลาดล้ำเกินใครคนหนึ่งกลับถูกผีห่าซาตานในคราบนักการเมือ งขันทีครอบงำสติปัญญาให้ คิดเห็นสวนทางประชาชน เริ่มจากออกมาเป็น นายหน้ารับประกันความบริสุทธิ์กรณีเครื่องตรวจจับระเบิดสนามบินสุวรรณภูมิ ตามมาด้วยมาเป็น นายหน้ารับประกันความบริสุทธิ์โครงการยางพารา 1 ล้านไร่ ทั้ง ๆ ที่มี หลักฐานชัดเจน ผิดมาตั้งแต่ต้น เห็นกันอยู่ทนโท่
 
ไปเดินสาย ต่างจังหวัด ครั้งละหลาย ๆ วันก็พอจะ หลอกตัวเอง ไปได้วัน ๆ ว่า ยังคงมีคะแนนนิยมท่วมท้น แต่จริง ๆ แล้ว เซี่ยงเส้าหลง ว่านั่นเป็นเพียง ภาพลวงตา, มายาภาพ ตัวอย่างสด ๆ ร้อน ๆ จากทัวร์ภาคเหนือตอนบนทริปนี้นายกรัฐมนตรีคนนี้เลือกที่จะให้ข้าราชการประจำ และนักการเมืองขันทีทั้งหลายพาไปในสถานที่ที่ ไร้ปัญหา แล้วท่านก็จะออก มุกเดิม ให้ชาวบ้านเฝ้ารอ เงินแจก งวดนี้ไม่พูดถึงนวัตกรรมเก่า กองทุนหมู่บ้าน แต่จะเน้นนวัตกรรมใหม่ที่ดูดีกว่าเก่า เงินตามโครงการเอสเอ็มแอล ทำไมท่านถึงไม่พยายามจะแก้ปัญหาให้ชาวบ้านแม่สายที่ต่อสู้คัดค้านห้างโลตัส ทวงสัจจะจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เดินทางไปพบเขาเสียหน่อยไม่ต้องให้เขา ปิดถนน, เดินทางมาดักรอพบ มันจะกระทบกระเทือน ซีพี สักแค่ไหนกันเชียว ฟ้าเป็นของทักษิณ ดินเป็นซีพี ก้าวก่ายกันไม่ได้เลยใช่ไหม
 
เล่นแต่มุกเก่า แจกเงิน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ เงินจากกระเป๋าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หากแต่เป็น เงินจากภาษีอากรของประชาชนเอง หวังแต่ คะแนนนิยมฉาบฉวยเฉพาะหน้า สุดท้ายเนื้อแท้มันก็แค่ กระตุ้นการบริโภค เม็ดเงินจากชาวบ้านก็จะไหลเข้ามาทาง กลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของและหุ้นส่วนพรรคไทยรักไทย กันหมดไม่ว่า ค่าโทรศัพท์มือถือ, ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ครบวงจร, ธุรกิจรถยนต์ครบวงจร และ ฯลฯ เท่านั้น โชห่วยของชาวบ้าน หมดสิทธิที่จะมา แชร์ส่วนแบ่ง นี่คือความจริงของชีวิต

ปัญหามันไม่ใช่แค่ ผลเสีย จาก คะแนนนิยมฉาบฉวยเฉพาะหน้า เท่านั้น ณ นาทีนี้ที่ความจริงของชีวิตและความจริงของประเทศต้องการ การประหยัดอย่างจริงจัง ที่ใช่แค่สร้างภาพ แต่รัฐบาลกลับยังคงดำเนินนโยบาย กระตุ้นการบริโภค ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 3 ปีที่ 4 เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะ เดินหน้า ไปในรูปแบบไหนอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง, สันโดษ นั้นเห็นได้ชัดว่า ขัดผลประโยชน์โดยตรง กับ กลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของและหุ้นส่วนพรรคไทยรักไทย นี่แหละคือ Conflict of Interests ที่สำคัญที่สุด ตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ พูดจาเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ที่ไม่ได้พูดคือผลที่เห็นชัดเจนเป็นเนื้อเป็นหนังทันตาจะตกอยู่กับ กลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของและหุ้นส่วนพรรคไทยรักไทย ส่วนผลที่คนไทยส่วนใหญ่จะได้รับทันทีก็คือ หนี้ครัวเรือน ที่ เพิ่มขึ้น รัฐบาลอาจจะ ขายฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ ไปได้ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าทุกอย่างจะดีขึ้นทันตาเห็นจาก เมกะโปรเจ็คท์ 1.7 ล้านล้านบาท แต่ขอโทษเถอะว่าระหว่างทางนั้น กลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของและหุ้นส่วนพรรคไทยรักไทย จะ ได้ก่อน ในรูปของผลกำไรจาก บริษัทก่อสร้าง ทั้งที่ มีอยู่แล้ว และ แอบไปก่อตั้งรอไว้ นี่ยังไม่รวม สัมปทานต่อเนื่องต่าง ๆ และกรณีทำนองเดียวกับ ซีทีเอ็กซ์ 9000 และไม่รวม หนี้สาธารณะก้อนใหญ่ ที่จะทิ้งไว้ให้
 
กลับมาสู่ โครงการยางพารา 1 ล้านไร่ ของ ซีพี + กรมวิชาการเกษตร + เนวิน ชิดชอบ ที่ไม่ว่าจะพิจารณากันในมุมใดก็จะพบ ความไม่ชอบมาพากล วันนี้ เซี่ยงเส้าหลง จะขอไล่เรียงสั้น ๆ เป็นปฐมบท
 
เริ่มต้นจาก กรมวิชาการเกษตร ตั้งเงื่อนไขที่ กีดกันเกษตรกรรายย่อยออกจากโครงการ ตามมาด้วย การถือหุ้นไขว้กัน ของเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนพิจารณา 3 ราย และสุดท้ายจบลงที่ เร่งลงนามในสัญญาอย่างผิดสังเกต ซึ่งเมื่อลงลึกไปถึงสัญญาที่ลงนามกันจะพบ พิรุธ ว่ามี การแจ้งหลักฐานเท็จในสาระสำคัญ กล่าวคือ (1) เนื้อที่แปลงกิ่งพันธุ์ยางฯที่แจ้งไว้ 23 ราย 272 ไร่เป็นเท็จ เมื่อเทียบกับเอกสารราชการที่เกษตรกรขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรซึ่งมีพื ้นที่จริง ๆ เพียง 188 ไร่ซึ่งจะทำให้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไข 200 ไร่ และ (2) เนื้อที่แปลงกล้ายางฯแจ้ง 23 ราย 1,961 ไร่ เมื่อตรวจสอบกับการขึ้นทะเบียนกับทางราชการปรากฏว่าเนื้อที่ไม่ครบ 1,000 ไร่ตามกำหนด เฉพาะ 2 ประการนี้หากจะจับให้มั่นคั้นให้ตายกันจริง ๆ แล้วรัฐบาลสามารถ เลิกสัญญา เพื่อดำเนินการแก้ไขให้กล้ายางพาราที่จะส่งมอบให้แก่เกษตรใน ปี 2549 สามารถที่จะมีทั้ง หลักประกันคุณภาพ และยังเป็น การกระจายรายได้ให้เกษตรกรรายย่อย ตามที่ เซี่ยงเส้าหลง ได้เสนอไว้ในตอนท้ายของ จากกัลยาณมิตรถึงนายกฯทักษิณ ชินวัตร (2) น่าสมเพช ส.ส.เขตเลือกตั้ง ที่มีสภาพเป็น พนักงานระดับล่างของบรรษัทธุรกิจการเมือง เหลือเกินที่ถูกยกมาเป็นเหตุผลของการที่ กล้ายางฯเฉาตาย ว่าเป็นเพราะ ส.ส.เร่งเอาไปแจกในช่วงก่อนเลือกตั้ง แน่ล่ะที่อาจจะ มีส่วนจริง แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่า ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะปัจจัยหลักคือ กล้ายางฯไม่ได้คุณภาพ เพราะ ความไร้ประสบการณ์ของซีพี ที่ ไม่มีแปลงเพาะกล้ายางฯ, ผลิตไม่ทัน จึงต้อง กว้านซื้อไปทั่ว เลยทำให้ได้ กล้ายางฯพันธุ์กิ่งตาสอย ที่ขณะนี้กลายเป็น ธุรกิจใหม่ในตรัง-นครศรีธรรมราช และจะให้ผลใน อีก 7 ปีข้างหน้า ดังที่คนในวงการรู้กันดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลยนอกจากรับประกันว่า ...ซีพีเขาไม่ยอมให้เสียชื่อ. สรุปว่านายกรัฐมนตรีของเรา เชื่อ เพราะเป็นซีพี ไม่ได้ เชื่อ เพราะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรับฟังทุกฝ่ายอย่างรอบด้านแล ้ว เช่นนี้แล้วคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเรียกร้องให้ท่านเปิดโอกาสให้ คนรู้จริง อย่าง อุทัย สอนหลักทรัพย์ เข้าไปพบ
 
นอกจากจะไม่พยายาม ลืมตาดูความจริง ที่จะทำให้ เลิกสัญญา ได้แล้วยังมีการเอื้อประโยชน์ให้ ส่งมอบกล้ายางฯ 4 งวดในปี 2547 งวดสุดท้ายนั้นเลยมาถึง กันยายน 2547 เป็น ล็อตใหญ่ 4.7 ล้านต้น ทั้ง ๆ ที่ หมดฝน ใคร ๆ ในวงการที่ไม่ปิดหูปิดตาต่างก็รู้ดีว่าเป็น การเอื้อประโยชน์ ต่อคู่สัญญาที่ ผลิตไม่ทัน และช่วย ไม่ให้ต้องมีต้นทุนเก็บรักษาไว้ส่งมอบในปี 2548 แต่แปลกแต่จริงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ท่านแก้ง่าย ๆ ด้วยการโยนความผิดให้ ส.ส. ซึ่งแน่ละต้องเป็น ส.ส.เขตเลือกตั้ง, ส.ส.พรรคไทยรักไทย ว่า ...บังเอิญมันเกิดในช่วงหนึ่งที่ใกล้เลือกตั้ง ซึ่งผู้แทนฯเร่งเอาไปแจกชาวบ้าน โดยที่ช่วงนั้นเขาไม่แนะนำให้นำไปปลูกเพราะฝนมันไม่มีแต่ก็ยังรีบไปแจก พอแจกไปก็ตาย พอมันตายชาวบ้านก็เลยเดือดร้อนเพราะไปปลูกแล้วตาย. ท่านปิดหูหลับตาพูดออกมาได้อย่างไรว่า เขาไม่แนะนำให้ไปปลูก... เพราะในเมื่อเป็นอย่างที่ท่านรู้แล้วทำไม กรมวิชาการเกษตร ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญ ถึงได้ ยอมให้มีการส่งมอบล็อตใหญ่ในเดือนกันยายน 2547 เล่า พิรุธ, ไม่ชอบมาพากล ชัดเจนเช่นนี้ยังวกล้าออกมา รับประกัน อีก
 
เรื่อง พิรุธ, ไม่ชอบมาพากล ยังมี หลักฐานแวดล้อม อีกมาก เซี่ยงเส้าหลง จะนำเสนอในวันต่อ ๆ ไปไม่ปล่อยให้เรื่องราวผ่านเลยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3544561/P3544561.html
ที่มา คลังเตรียมบังคับเอกชนออมเงิน หักเงินเดือน 6% เริ่มปี 2550
manager.co.th

คลังเตรียมสรุปมาตรการออมภาคบังคับ ชงเข้าครม.เร็วๆนี้ หวังยกระดับเงินออมของประเทศรองรับการลงทุนเมกะโปรเจกต์ เผยอัตรานำเงินสมทบเข้ากองทุนอย่างน้อยฝ่ายละ 6% เพื่อดันเงินออมของประเทศขยับขึ้น 1.8 แสนล้านบาทต่อปี หรือ 2.5% ของจีดีพี ให้เวลาเอกชนตัดสินใจยุบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือลดอัตรานำส่งเพื่อแบ่งมาใส่ กบช. ภายใน 1-2 ปี วงการกองทุนยิ้มร่าอ้าแขนรับบริหารพอร์ต


นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองผู้อำนวยการสำงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. จะเสนอผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ต่อนายทนง พิทยะ รมว.คลัง ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2548 นี้ ก่อนการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

สำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) จะมีลักษณะเป็นกองทุนการออมภาคบังคับ ครอบคลุมแรงงานในระบบทั้งหมดเช่น ในส่วนรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน โดยนายจ้างและลูกจ้างจะต้องมีการนำเงินส่งสมทบเข้ากองทุนในอัตรา 6% ของรายได้เป็นอย่างน้อย ซึ่งในกรณีที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว อาจจะมีการลดอัตราการนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพลง เพื่อนำมาส่งเข้า กบช.หรือบริษัทอาจจะยุบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลยก็ได้ โดยจะให้เวลาในการตัดสินใจ 1-2 ปี

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว จะช่วยให้เงินออมของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และช่วยให้ผู้ที่เข้าสู่วัยชราภาพมีเงินออม 50% ของเงินเดือนก่อนการเกษียณอายุ นอกจากนี้ยังจะทำให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลมั่นคงขึ้น และยังช่วยลดช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุน ในช่วงที่มีการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์)

ทั้งนี้ หากมีการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายละ 6% จะทำให้มีเงินออมประมาณ 1.8 แสนล้านบาทต่อปี หรือ 2.5% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอ จากปัจจุบันที่เงินออมของประเทศอยู่ในระดับ 31-32% ของจีดีพี

หลังจากที่นำเสนอ รมว.คลัง แล้ว สศค. จะดำเนินการออกแบบกองทุน ร่างกฎหมายและประชาสัมพันธ์กองทุน โดยคาดว่าจะประกาศใช้กองทุนนี้ได้ในวันที่ 1 มกราคม 2550 นายพงษ์ภาณุ กล่าว

นายศานิต ร่างน้อย รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยคณะทำงานกำลังรวบรวมข้อมูลลูกหนี้ ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพื่อนำมากำหนดแนวทางการช่วยเหลือให้ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะทำงานได้ส่งแนวทางให้พิจารณาทั้ง 3 แนวทาง คือ การจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมารับซื้อหนี้ไปบริหารจัดการ การให้สถาบันการเงินเจ้าของหนี้ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไข และให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ และภายในสัปดาห์นี้คณะทำงานจะมีการประชุมกันอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปเสนอกระทรวงการคลังในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือการให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ แก้ไขปัญหาหนี้ของตนเอง โดยเฉพาะการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้ยาวขึ้น น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะหากมีการจัดตั้งองค์กรใหม่ เพื่อรับซื้อไปบริหารจัดการ อาจจะมีความยุ่งยากในการดำเนินการมากกว่า
บลจ.หนุนออมภาคบังคับ

***กองทุนหนุนตั้งกบช.

นายกำพล อัศวกุลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายการตลาดกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต จำกัด กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) จะช่วยเพิ่มเงินออมในระบบ เพราะปัจจุบันรูปแบบการออมในส่วนของกองทุนประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสังเกตได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันมีเพียง 6,800 บริษัทเท่านั้น ที่มีการจัดตั้ง จากจำนวนนายจ้างกว่า 3 แสนบริษัท

สำหรับรูปแบบการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ การบริหารอาจแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ รูปแบบแรกคล้ายกับการบริหารงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่รัฐเป็นผู้ดูแลทั้งหมด แล้วแบ่งให้บลจ.เป็นผู้บริหาร และรูปแบบที่สอง นายจ้างและลูกจ้างจัดตั้งกองทุนแล้วเปิดทางให้บลจ.เข้ามาบริหาร

"การจัดตั้งกองทุนเงินออมภาคบังคับจะทำให้มีเงินออมในระบบมากขึ้น และที่สำคัญทำให้ชีวิตหลังวัยเกษียณของคนทำงานดีขึ้น นอกเหนือจากการออมภาคสมัคใจ" นายกำพล กล่าว

แหล่งข่าวจากวงการกองทุนรายหนึ่ง กล่าวว่า หากกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติเกิดขึ้นมา แน่นอนว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการออมในประเทศได้ เช่นเดียวกับในประเทศสิงคโปร์ที่มีกองทุนลักษณะดังกล่าวบริหารอยู่แล้ว ซึ่งการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ มีส่วนทำให้คนไทย โดยเฉพาะแรงงาน มีเงินเก็บจากการออมดังกล่าวในระยะยาว รองรับความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยทางด้านความ เป็นอยู่ในอนาคต โดยจะได้รับการชดเชยจากกองทุนดังกล่าวแทน

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากจะมีส่วนในการกระตุ้นการออมในประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (เมกะโปรเจกต์) เพราะการออมในรูปแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบัน เป็นการออมโดยสมัครใจ รวมถึงการออมผ่านกองทุนประกันสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนที่ไม่ยาวมากพอ อีกทั้งในระยะยาวไม่สามารถกระตุ้นการลงทุนระยะยาวให้เกิดขึ้นได้จริง ในขณะที่นักลงทุนบ้านเรา โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันเองก็เป็นการลงทุนระยะสั้นๆ ไม่มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในเมกะโปรเจกต์ หรือเม็ดเงินลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว

แหล่งข่าวกล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาตินั้น อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างของสำนักงานประกันสังคมในปัจจุบัน ซึ่งคงต้องติดตามดูว่ารัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

***กรณ์หวั่นประชาชนเสียโอกาส

นายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเด็นที่อยากตั้งคำถามคือ กองทุนเงินออมภาคบังคับจะมีผลเฉพาะมนุษย์เงินเดือนเท่านั้นหรือไม่ หากรัฐบาลสมทบเงินให้กับเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่คิดเป็นไม่กี่เปอร์ เซนต์เมื่อเทียบกับประชาชนทั้งระบบที่ทำงานแต่ไม่ได้อยู่ในระบบเงินเดือน ซึ่งจุดนี้จะทำให้ประชาชนเสียโอกาส ซึ่งรัฐบาลควรหามาตรการหรือแนวทางที่เปิดโอกาสให้คนที่มีรายได้อยู่นอกระบบ นำเข้ามาในระบบได้ เพราะ 6% ที่รัฐสมทบให้กับกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติถือว่าอยู่ในสัดส่วนสูง

............................................
คนเงินเดือนน้อยเค้าจะกินอะไร
เค้าจะสร้างอนาคตได้อย่างไร

ปีที่แล้วประกันสังคมหักเพิ่ม
อีกสองปีหักเข้ากองทุนเพิ่ม
อีกก็คงจะเก็บภาษีเพิ่ม...ใช่ไหม???

เอาไปโปะนโยบาย"ประชานิยม"อีกล่ะซิ
ระวังคนกลุ่มนี้เค้าจะลุกมาประท้วงเหมือนสมัยก่อนนะ

อย่างก็ประกันสังคมน่ะ ปกติจะจ่ายเงินสมทบกัน3กลุ่ม
1. ลูกจ้าง
2. ผู้ประกอบการ (บริษัท)
3. รัฐบาล

ปัจจุบัน"รัฐบาล"ลดสัดส่วนการจ่ายลง
ส่วนต่างที่"ลดลง"อยู่ที่ไหนครับ???
ก็อยู่ที่ลูกจ้างและบริษัท...อย่างที่เห็นว่าต้องจ่ายเพิ่มขึ้น!!!!!

จะให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคมน่ะไม่ว่า แต่...
แฟร์ๆกันหน่อย
..................................................

วีรบุรุษ

posted on 25 Sep 2005 17:09 by teno  in Malcontent

ประวัติวีรบุรุษไซร้..........เตือนใจ เรานา
ว่าอาจจะยังชนม์............เลิศได้
และยามจะบรรลัย..........ทิ้งซึ่ง
รอยบาทเหยียบแน่นไว้....แทบพื้นทรายสมัย

พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖


=========================

เชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่เสียชีวิต
รายละเอียดคลิกที่นี่